“เลียงผา”เสี่ยงสูญพันธุ์ ชี้เพื่อนบ้านให้ตัวละแสนมันมือนักล่า

วันคุ้มครองสัตว์ป่า 60 เผยสถานการณ์“เลียงผา”เสี่ยงสูญพันธุ์ เหตุสัมปทานโรงงานปูนฯทับถิ่นอาศัย ระบุเพื่อนบ้านซื้อขายตัวละแสนล่าง่าย ขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมน่าห่วงไม่แพ้กัน

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาสัตว์ป่าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเขตป่าอนุรักษ์ คือ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นนอกเขตป่าอนุรักษ์ด้วย โดยเฉพาะช้างป่า และกระทิงที่ออกมาหากินนอกเขตป่าและกระทบกระทั่งกับชุมชนรอบป่า ซึ่งปัจจัยหลักอย่างหนึ่งคือแหล่งน้ำ แหล่งอาหารของสัตว์ป่าเปลี่ยนแปลงไป  สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือการรุกรานของพืชต่างถิ่นในเขตป่าอนุรักษ์  เช่น กระถินยักษ์ ที่เขามาทดแทนทุ่งหญ้าที่เป็นอาหารของช้างและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ซึ่งที่ผ่านมากรมอุทยานฯ ก็ได้มีการสร้างแหล่งอาหารเพิ่มในหลายพื้นที่ และต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการหาแนวทางแก้ปัญหาเหล่านี้ต่อไป

นายธัญญา กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นยังมีสัตว์ป่าที่น่าเป็นห่วงคือเลียงผาที่เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวนของไทย ซึ่งเลียงผาอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าเขาหินปูน และได้รับผลกระทบจากสภาพพื้นที่แหล่งน้ำ แหล่งอาหารที่เปลี่ยนแปลงไปจึงออกมาหากินนอกเขตป่าและอาจได้รับอันตรายมากขึ้น ขณะนี้กรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ อยู่ระหว่างการหารือถึงการผนวกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ ให้เป็นเขตป่าอนุรักษ์เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเลียงผาเพิ่ม โดยพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรฯ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ มีนายเฉลิมชัย ปาปะทา รองอธิบดีกรมอุทยานฯ และนายจงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมป่าไม้ ร่วมเป็นตัวแทนในคณะกรรมการดังกล่าว เพื่อพิจารณาว่าจะมีแนวทางในการผนวกพื้นที่ป่าอย่างไร ในส่วนของกรมอุทยานฯ มีความพร้อมอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับกรมป่าไม้ และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ที่จะพูดคุยและทำความเข้าใจกับชุมชนโดยรอบและต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์จากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเบื้องต้นทราบว่าไม่มีการคัดค้านเรื่องนี้ และเห็นด้วยว่าควรมีการประกาศเขตป่าอนุรักษ์เพิ่ม

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามสำหรับพื้นที่ที่รัฐได้ให้สัมปทานกับโรงงานปูนซีเมนต์หลายแห่งนั้น ก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมการที่รมว.ทรัพยากรฯ ได้ตั้งขึ้นมาจะไปหารือร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเบื้องต้นทราบว่ามีการให้สัมปทานมากเกินความจำเป็นในการผลิต โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะพิจารณาว่าควรจำกัดการให้สัมปทานไว้ที่เท่าไร อย่างไรก็ตามเวลานี้โรงงานปูนซีเมนต์หลายแห่งก็ได้มีส่วนร่วมในการดูแลเลียงผาที่เป็นสัตว์ป่าสำคัญในพื้นที่ โดยในเดือน ม.ค. นี้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งจะมอบทุนสนับสนุนให้กรมอุทยานฯ ในการดูแลบ้านของเลียงผา ซึ่งกรมก็ต้องขอขอบคุณ แต่สิ่งสำคัญคือจิตสำนึกของคนไทยทุกคนที่จะร่วมกันดูแลสัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป

ด้านนายสรัชชา สุริยกุล ณ อยุธยา ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 สาขาสระบุรี กล่าวว่า คาดว่าพื้นที่ป่าเขาหินปูนที่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและคาบเกี่ยวป่าอนุรักษ์บางส่วน ในเขต จ.สระบุรี เชื่อมต่อ จ.นครราชสีมา และลพบุรี มีเลียงผาอาศัยอยู่ 200 ตัว น่าจะมากกว่าในพื้นที่อื่นของประเทศ ปัจจัยคุกคามของเลียงผาในพื้นที่ขณะนี้คือการขาดแคลนน้ำและแหล่งอาหาร ทำให้เลียงผาต้องออกมาหากินในชุมชนรอบป่าทำให้ถูกล่าและทำร้ายได้ง่าย แม้ชาวบ้านจะมีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการดูแลเลียงผามากขึ้น  แต่ก็ยังมีบางส่วนที่เป็นปัญหาอยู่  โดยเมื่อไม่นานมานี้ก็มีเลียงผาถูกหมากัดตาย และทราบว่าในประเทศเพื่อนบ้านนิยมบริโภคเลียงผาอย่างมากราคาตัวละ 1 แสนบาท แต่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าล่าจากไทยหรือไม่ ขณะที่ในไทยเองก็ยังมีความเชื่อในเรื่องน้ำมันเลียงผาที่ใช้แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูก จึงยังมีการลักลอบล่าอยู่ ที่ผ่านมาได้มีการทำเรื่องเสนอผนวกพื้นที่ป่าสงวนฯ เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแล้ว โดยผนวกเพิ่มกับเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแก่งคอย จ.สระบุรี ทั้งนี้ป่าเขาหินปูนที่เป็นแหล่งอาศัยของเลียงผาในพื้นที่ จ.สระบุรีเชื่อมต่อลพบุรีมีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 5 หมื่นไร่ และมีบางส่วนเป็นพื้นที่สัมปทานโรงงานปูนซีเมนต์ ซึ่งจะมีการหารือเพื่อดำเนินการโครงการบ้านของเลียงผาต่อไป

ขณะที่ น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน กล่าวยืนยันว่า ปัจจุบันมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 7 ชนิดที่อยู่ในภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ ได้แก่ ช้าง กระทิง วัวแดง ควายป่า กวางผา เลียงผา และสมเสร็จ ส่วนปัจจัยคุกคามเลียงผามากที่สุดคือความเชื่อในเรื่องน้ำมันเลียงผาที่ใช้รักษากระดูกและกล้ามเนื้อบาดเจ็บ ตนได้พิสูจน์แล้วว่าน้ำมันเลียงผาที่ขายในท้องตลาดนั้น ประกอบไปด้วยน้ำมันมะพร้าวและว่านไพลที่เมื่อถูนวดแล้วจะเกิดความร้อนจึงบรรเทาอาการปวดได้ หัวหรือตัวเลียงผา เป็นของที่เอามาอ้างเท่านั้น ไม่ได้มีสรรพคุณช่วยอะไรเลย และเป็นการตลาดบนความเชื่อที่ทำลายชีวิตสัตว์ป่า